ที่จะบอกเล่าต่อไปนี้ เป็นความเห็นส่วนตัวของผม อาจจะกระทบกระเทือนบางท่านบ้างก็ต้องขอกราบอภัยไว้ ณ ที่นี้ แต่ขอยืนยันว่าผมเขียนด้วยความสุจริตใจ ไม่มีเจตนาทำให้ผู้หนึ่งผู้ใดต้องระคายเคืองเป็นการเฉพาะ (ทุกคนก็เป็นเพื่อนฝูง รักใคร่ชอบพอกันทั้งนั้น) แต่ได้สัญญากับเจ้าของงานไว้ว่าจะเขียนสิ่งที่เห็นในงานให้เผยแพร่
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2546 ผมได้รับการเชิญแกมของร้องจากเล็ก จ.จ (คุณสิริชัย อัคนิบุตร) คนดังแห่งสวนจตุจักรให้ไปตัดสินการประกวดสุนัขไทยหลังอานในงานประจำปีซึ่งจัดต่อเนื่องมาหลายปีแล้วที่สนามโรงแรมรามาการ์เด้นส์ ผมตอบรับและได้ปฏิบัติหน้าที่
บรรยากาศบริเวณสนามประกวดค่อนข้างดี ผู้คนหนาตา สำหรับการประกวดลักษณะเฉพาะพันธุ์ไทยหลังอาน ที่น่ารักมากก็คือ มีเพื่อนสมาชิกนักเลี้ยงสุนัข American Pitbull Terrier มาร่วมแข่งขันการลากน้ำหนักด้วย ซึ่งวันนั้นตัววินเนอร์ของเขาลากน้ำหนักได้ถึง 1,500 กิโลกรัม ช่วยสร้างสีสันให้งานได้มากทีเดียว ดีกว่าไปแข่งกัดกันนะครับ นอกจากนั้นยังมีประกวดไก่เตี้ยอีกด้วย เพิ่มความหลากหลายทำให้งานนี้มีค่ายิ่งขึ้น
งานนี้เป็นดรรชนีชี้ว่าเจ้าพ่อสวนจตุจักรยังได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย และผมก็วัดคุณภาพสุนัขไทยหลังอานไปด้วย วันนั้นมีสุนัขลงประกวดประมาณ 50 60 ตัว สังเกตดูเห็นว่าสุนัขส่วนใหญ่มีลักษณะโครงสร้างอยู่ในระหว่างการพัฒนา นั่นคือมีความหลากหลายซึ่งทำให้ผมเกิดความวิตกกังวลมากกว่าจุดหมายปลายทางของนักพัฒนาไทยหลังอานจะไปพบที่เดียวกันหรือไม่ หรือสงสัยว่าผู้เลี้ยงหลายๆ ท่านอาจมีจุดหมายของตนเองหรือมีมาตราฐานของตนเอง? เพราะการประกวดในรอบแรกแชมเปี้ยนนั้นทุกตัวมีตำแหน่งกันมาแล้วทั้งสิ้น แต่ผมกลับมองว่าสุนัขแต่ละตัวมีจุดด้อยและจุดเด่นต่างกันมาก
ในแง่การตัดสิน ผมมิบังอาจวิเคราะห์วิจารณ์กรรมการตัดสินท่านอื่นๆ ได้ แต่จะขอวิจารณ์ตัวเองเพื่อให้เพื่อนพ้องบางท่านเปิดใจ และหายข้องใจได้บ้าง
ในวันนั้นผมพบจุดบกพร่องจากสุนัขรอบชิงแชมป์พอสรุปอย่างย่อๆ ได้ดังนี้
1. โครงสร้างสุนัขหลายตัวบางไป กระดูกเล็กเกินไป ซึ่งผิดลักษณะสุนัขที่มีความแข็งแรงวิ่งเร็วกระโดดสูง สุนัขไทยควรมีกระดูกขนาดที่เหมายสมกับร่างกาย
2. กะโหลกเล็ก โดยเฉพาะกระหม่อมบนช่องว่างระหว่างหูแคบมาก ซึ่งไม่ใช่ลักษณะที่ดีของสุนัขไทย
3. ตาสุนัขบางตัวไม่เป็นรูปผลสมอหรือ Almond shape แต่ค่อนข้างกลม ตาโปน (ฝังไม่ลึกตามควรในเบ้าตา) และมองเห็นตาขาวมากเกินไป
4. หน้าแหลม ไม่มีแก้ม (Zygomatic arch แบนราบ) และกรวยปากยาวเกินไป เมื่อเทียบกับความยาวกะโหลกเหมือนหน้าหนู
5. บางตัวริมฝีปากมีสีอื่นผิดไปจากสีดำ และไม่แนบสนิทกับขากรรไกร คือมี Flew (ริมฝีปากห้อย) จนดูน่าเกลียด
6. หูใหญ่เกินไป กางออก หรือตั้งชัดจนดูเหมือน Pharaoh Hound หรือชิดกันเหมือน German Shepherd ใบหูควรมีขนาดกลางค่อนข้างเล็ก (Small Medium)
7. ไม่มีหน้าอก (Forechest) จนทำให้ดูเหมือนว่าขาหน้าเชื่อมต่อมาจากโคนของลำคอ
8. มุมของแผ่นไหล่ (Scapula) กับขาหน้าท่อนบน (Humerus) กว้างมากเกินไป ทำให้การก้าวย่างไม่ได้พื้นที่ การเดิน วิ่ง จะไม่ราบเรียบ
9. ลำตัวแบนและบางมาก ทำให้อกแคบมาก สุนัขไทยหลังอานที่ดีจะมีลำตัวหนาแข็งแรง
10. อานไม่สมดุลและขอบเขตไม่ชัดเจน สุนัขขนสั้นมาก (Ultra-short hair) และอานใหญ่รูปต่าง ๆ ดังนั้นอานรูปลูกศรจะได้เปรียบกว่าในเรื่องความสมดุล
11. Croup สั้นและลาดมากจนดูเป็นเส้นเดียวกับ Backline บางตัวหางตั้งสูงเกินไปจนโคนหางมีรอยย่นน่าเกลียด Croup ที่มีลักษณะงดงามจะลาดเล็กน้อยและไม่ยาวเกินไปจนทำให้หางติดต่ำเกินไป
12. ขาหลังทำมุมมากเกินไป (Over angulation )
13. หางไม่ได้รูป บางตัวโค้งมากและชี้ไปข้างหน้า บางตัวหางคด หางรูปดาบในความหมายตามมาตรฐานพันธุ์จะโค้งเพียงส่วน ของวงกลม (Quadrant) เท่านั้น และบางตัวหางสั้นมากความยาวดึงลงมาไม่ถึงส้นเท้า (Hock) ลักษณะหางเป็นเอกลักษณ์สำคัญมากอีกอย่างหนึ่งของสุนัขไทยหลังอาน
14. เส้นล่าง (Underline) บริเวณท้องไม่เว้าขึ้น (Tuck up) ตามสมควรทำให้ดูเหมือนท้องหมู
15. อุ้งเท้าแป และนิ้วเท้าเรียวเล็กและกาง ซึ่งควรจะแน่นแข็งแรง
16. ข้อเท้า (Pastern) อ่อนมากทำมุมลาดเกินไปทำให้ก้าวเดินไม่มั่นคง
ฯลฯ
โปรดเข้าใจว่าจุดบกพร่องเหล่านี้ไม่ได้พบอยู่ที่สุนัขตัวเดียว หากแต่กระจายอยู่ในสุนัขรอบชิงทุกตัว มากบ้างน้อยบ้างและไม่มีสุนัขตัวใดที่ดีพร้อมทุกอย่างตรงตามมาตรฐานพันธุ์หรือ (Breed Standard) ถ้านักพัฒนาพันธุ์ ได้ตระหนักถึงความเสียหายของข้อบกพร่องเหล่านี้ และพยายามปรับปรุงสายพันธุ์ของตนเองโดยกำจัดจุดอ่อนไปก็น่าจะได้สุนัขที่มีคุณภาพดีขึ้น
ตามความเห็นของผม มาตรฐานสุนัขไทยหลังอานฉบับล่าสุด มีลักษณะของสุนัขไทยหลังอานที่ดีแม้ว่ายังมีบางส่วนที่ต้องการแก้ไขปรับปรุง จำเป็นที่นักผสมพันธุ์สุนัขจะต้องทำความเข้าใจให้ดี
และขอเรียนด้วยความนับถือ ว่าการตัดสินสุนัขเป็นการใช้ดุลยพินิจของกรรมการตัดสินโดยยึดมาตรฐานพันธุ์เป็นหลัก ผลการตัดสินสุนัขตัวเดียวกันของกรรมการแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้เสมอ ซึ่งไม่ใช้ความผิดปกติต้องถือว่าเป็นธรรมชาติ นั่นเป็นสีสันความตื่นเต้นของการประกวด เรียกว่ามีลุ้นระทึก
บทความจากหนังสือจตุจักร
โดย พ.ต.ท. ภาสวัชร์ ศรีทัย |