หน้าหลัก - Home
ภาพไทยหลังอาน ลูกสุนัข - Gallery / puppy available ติดต่อเรา - Email to us
สรรสาระ - หมาไทยหลังอาน

หลักการผสมพันธุ์สัตว์

ระบบการผสมพันธุ์แบ่งออกเป็น 2 ระบบใหญ่ คือ

1. การผสมภายในพันธุ์ ( Within breed )

2. การผสมระหว่างพันธุ์ ( Between breeds )

สำหรับบทความนี้จะกล่าวถึงการผสมภายในพันธุ์เท่านั้น เพราะในการเพาะเลี้ยงสุนัขในปัจจุบันยังนิยมสร้างพันธุ์แท้กันอยู่ ส่วนการผสมระหว่างพันธุ์นั้นจะนิยมทำกันในสัตว์เศรษฐกิจ เช่น โค สุกร ไก่ เพราะการผสมระหว่างพันธ ุ ์นั้นจะให้คุณค่าทางด้านเนื้อ นม ไข่ เป็นสำคัญมากกว่าที่จะดูลักษณะความสวยงามประจำพันธุ์ ดังนั้นการผสมระหว่างพันธุ์จึงยังไม่ขอกล่าวในที่นี้

สำหรับการผสมภายในพันธุ์ ยังแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ

1. การผสมในสายสัมพันธุ์หรือเลือดชิด ( Inbreeding )

2. การผสมนอกสายสัมพันธุ์ ( Outbreeding )

1. การผสมในสายสัมพันธุ์หรือเลือดชิด ยังแบ่งออกเป็น

  1.1 การผสมแบบชิดจัด ( Closebreeding )

หมายถึง การผสมพันธุ์ระหว่างสัตว์ที่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดใกล้ชิดมาก เช่น พ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชาย พี่กับน้องที่มาจากพ่อแม่เดียวกัน พี่กับน้องพ่อเดียวกันแต่ต่างแม่ กัน เป็นต้น

 

ภาพแสดงการผสมพันธุ์พี่น้องพ่อเดียวกันแต่ต่างแม่

ผลของการผสมแบบนี้จะทำให้ยีนคู่เหมือนกันเพิ่มขึ้นอ่างรวดเร็ว ลักษณะของสัตว์ในฝูงจะมีความสม่ำเสมอ และเหมือนบรรพบุรุษมากที่สุด แต่มีข้อเสียคือความสมบ ูรณ์พันธุ์ลดต่ำลง สมรรถภาพการอยู่รอดต่ำ ไม่ทนต่อสภาพแวดล้อม เพราะขาดความสมดุลย์ของฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

ประโยชน์ของการผสมแบบนี้ คือ

1. ใช้ในการคัดเลือกพันธุ์ เพราะการผสมแบบนี้จะมียีนด้อยมาจับคู่กันทำให้แสดงให้เห็นได้ทางฟีโนไทพ์ ขณะเดียวกันยีนข่มจะไปจับคู่กันแสดงออกมาให้เห็นเช่นกัน จึงทราบว่าตัวใดควรคัดไว้ทำพันธุ์ และตัวไหนควรตัดทิ้ง

2. ใช้ในการสร้างสายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะดีเด่นเพื่อพัฒนาเป็นพันธ ุ์ใหม่ต่อไป เพราะการผสมแบบนี้ได้คัดเลือกลักษณะที่ดีในรุ่นลูกไว้แล้ว

3. ใช้ตรึงลักษณะหนึ่งลักษณะใดให้คงอยู่ในฝูงตลอดไป หลังจากที่ได้รวมลักษณะที่ดีจากฝูงอื่นมาแล้ว

 

1.2 การผสมแบบยึดสายพันธุ์ ( Life breeding )

การผสมแบบนี้เป็นการผสมระหว่างสัตว์ที่เป็นญาติกัน มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดน้อยกว่าแบบ 1.1 เช่น ปู่กับหลาน ลูกของลุงกับลูกของอา เป็นต้น หรือหมายถึง การผสมแบบยึดสายเลือดของบรรพบุรุษตัวหนึ่งตัวใดเป็นพิเศษ

 

ภาพแสดงการผสมพันธุ์ปู่กับหลาน

จากภาพเป็นการผสมเพื่อยึดเอาลักษณะที่ดีของ A ให้มีอยู่ในฝูงไว้นั่นเอง ข้อจำกัดของการผสมแบบนี้ คือ ฝูงสัตว์ต้องมีขนาดใหญ่ เป็นพันธุ์แท้ มีสมรรถภาพการผลิตสูง

การที่จะผสมพันธุ์สัตว์แบบนี้ก็เพื่อ

1. จะอนุรักษ์ลักษณะเด่น ๆ ของสัตว์ไว้เป็นพิเศษ เพื่อเป็นการเพิ่มยีนคู่เหมือน แต่การเพิ่มจะช้ากว่าแบบ 1.1

2. ลดความสัมพันธ์ที่เกิดจากการผสมแบบจำกัด เพื่อหลีกเลี่ยงลักษณะไม่พึงประสงค์ที่แสดงออกมามากเกินไป

ประโยชน์จากการผสมแบบนี้ จะทำให้คุณภาพของสัตว์ในฝูงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของพันธุ์ เช่น ปู่มีขนกำมะหยี่ ผสมพันธุ์จนถึงชั่วหลานขนกำมะหยี่เริ่มจางไป ถ้าต้องการเน้นขนกำมะหยี่ก็ให้นำปู่มาผสมกับหลานอีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้ได้ลูกชั่วต่อไปมีขนกำมะหยี่ที่เข้มกว่าที่เคยปรากฏมาก่อนในสายตระกูลนี้

 

2. การผสมนอกสายพันธุ์

เป็นการผสมระหว่างคู่ผสมที่เป็นพันธุ์เดียวกัน แต่ไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกัน ซึ่งโดยทั่วไปมักถือว่าถ้านับย้อนหลังขึ้นไปในพันธุ์ประวัติ 4 ชั่วอายุแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกันคือ ไม่มีบรรพุรุษร่วมกันแล้วก็ถือว่าอยู่นอกสายพันธุ์กัน ดังนั้นการผสมพันธุ์แบบนี้จึงเป็นการผสมต่างฝูง ต่างสายพันธุ์กันแน่นอน

 

ภาพแสดงการผสมแบบนอกสายสัมพันธ์

ผลที่เกิดจากการผสมแบบนอกสายสัมพันธ์

1. เป็นการเพิ่มสภาพยีนข่มที่ต่างกันคู่ใหม่ ( Heterozygosity ) ทำให้ได้ลูกในชั่วแรกมีลักษณะข่มปรากฏออกมามาก

2. เป็นการทำลายตระกูลเดิม เพราะลูกในรุ่นต่อมาจะไม่มีลักษณะเหมือนพ่อแม่ เนื่องจากบีโนไทพ์มาจากต่างสายพันธุ์กัน ทำให้ลูกมีความผันแปรทางพันธุกรรมมาก ดังนั้นลักษณะที่ปรากฏจึงต่างไปจากพ่อแม่

3. เป็นการเพิ่มคุณภาพสัตว์ เพราะเป็นการรวมลักษณะเด่นจากพ่อแม่มาปลูกฝังในรุ่นลูก เนื่องจากมีโอกาสคัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากฝูงอื่นมาผสมพันธุ์ได้กว้างขวางขึ้น

4. อาจได้ลักษณะเด่นที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของพ่อแม่ที่เรียกว่าสัตว์ลักษณะเด่นพิเศษ ( Heterosis หรือ Hybrid vigor ) คือลูกจะแสดงสมรรถภาพดีกว่าค่าเฉลี่ยของพ่อแม่

ประโยชน์ของการผสมแบบนอกสายสัมพันธ์

1. เพื่อเพิ่มคุณภาพของสัตว์ให้ดีขึ้น เพราะเป็นการรวมลักษณะที่ดีจากพ่อแม่พันธุ์หลาย ๆ ตัวเข้าด้วยกัน

2. อาจได้ลักษณะดีเด่นเป็นพิเศษเหนือกว่าพ่อแม่เดิม

3. ป้องกันการเกิดเลือดชิดในฝูง

4. รับลักษณะยีนข่มจากต่างสายสัมพันธุ์มาไว้ในรุ่นต่อไป ทำให้โอกาสมียีนข่มที่ดีมีอยู่มากในรุ่นลูก

 

สรุปแล้วในการผสมพันธุ์เพื่อสืบสายพันธุ์แท้นั้นแล้วแต่จุดประสงค์ว่า เจ้าของต้องการประโยชน์แบบใด ถ้าต้องการผสมเพื่อต้องการคัดเลือกพ่อพันธุ์ที่มีอยู่โดยมีลักษณะที่ประทับใจ ต้องการคงไว้ก็ผสมแบบเลือดชิดหรือแบบยึดสายพันธุ์ แต่ถ้าต้องการผสมพันธุ์เพื่อต้องการรุ่นลูกขึ้นมาเป็นพ่อพันธุ์แทน ก็ควรผสมแบบนอกสายสัมพันธ์ เพราะเป็นการรวมลักษณะเด่นของพ่อและแม่พันธุ์เข้าด้วยกัน

วิธีการคัดเลือกพันธุ์สัตว์

การคัดเลือกพันธุ์สัตว์เพื่อให้ได้พันธุ์สัตว์ที่ดีที่สุดนั้น จะต้องอาศัยหลักพันธุศาสตร์และการผสมพันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์สัตว์มาช่วย โดยอาศัยข้อมูลจากตัวสัตว์เองและเครือญาติมาประกอบ การพิจารณา

 

ภาพแสดงเครือญาติของสัตว์ที่ใช้เป็นข้อมูลพิจารณาคัดเลือกสัตว์

ในการคัดเลือกสัตว์นั้นจะต้องอาศัยข้อม ูลจากตัวสัตว์เองและเครือญาติมาร่วมพิจารณา ซึ่งจำแนกได้ 4 แบบ คือ

1. การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลของตัวสัตว์เอง

2. การคัดเลือก โดยพิจารณาจากข้อมูลของ บรรพบุรุษ

3. การคัดเลือก โดยพิจารณาจากข้อมูลของลูก

4. การคัดเลือก โดยพิจารณาจากข้อมูลจากญาติพี่น้อง

 

ในการพิจารณาข้อมูลนั้น ให้ถือเอาลักษณะที่พึงประสงค์เป็นเกณฑ์ คือ

•  การคัดเลือกครั้งละลักษณะ

•  การคัดเลือกจากมาตรฐานของ 2 ลักษณะขึ้นไปในเวลาเดียวกัน

•  การคัดเลือกด้วยดัชนีการคัดเลือก

 

1. การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลของตัวสัตว์เอง

การคัดเลือกวิธีนี้มักประเมินด้วยสายตาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าขณะนั้น ความถูกต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ตัดสิน ดังนั้นจึงต้องหาขบวนการชั่ง ตวง วัด มาใช้ประกอบการตัดสิน

การคัดเลือกโดยวิธีนี้ จะใช้ได้ผลดีในกรณีต่อไปนี้

1. ลักษณะที่ทำการคัดเลือกจะต้องมีอัตราพันธุกรรมสูง เช่น การถ่ายทอดลักษณะหูตั้งของสุนัขที่แสดงออกทางฟีโนไทพ์อย่างเด่นชัด จะทำให้มีความแม่นยำขึ้น

2. ลักษณะที่ทำการคัดเลือกจะต้องปรากฏในระยะแรกของชีวิต เช่น อัตราการเจริญเติบโต น้ำหนักแรกคลอด น้ำหนักอย่านม เป็นต้น

3. ลักษณะนั้นต้องประเมินได้ในขณะสัตว์มีชีวิตอยู่

4. ลักษณะนั้นต้องปรากฏใน 2 เพศ

 

2. การคัดเลือก โดยพิจารณาจากข้อมูลของ บรรพบุรุษ

การคัดเลือกโดยวิธีนี้มักใช้ในกรณีที่สัตว์มีข้อมูลใกล้เคียงกันมาก ไม่อาจตัดสินได้ จึงต้องอาศัยดูพันธุ์ประวัติเปรียบเทียบ เพื่อช่วยในการตัดสินใจบรรพบุรุษของสัตว์ที่ใกล้ชิดกันย่อมมีความสำคัญต่อการคัดเลือกมากกว่าบรรพบุรุษที่ห่างไกลออกไป โดยทั่วไปให้ทับเพียง 2 ชั่วอายุจากพ่อแม่ เพื่ออาศัยข้อมูลมาประกอบการพิจารณาคัดเลือก การที่ใช้พันธุ์ประวัติประกอบการพิจารณาคัดเลือกนั้นเนื่องจาก

1. ลักษณะนั้นปรากฏผลในบั้นปลายของชีวิตรอดูไม่ได้

2. ลักษณะนั้นปรากฏในเพศใดเพศหนึ่ง เช่น การให้ลูกดก เมื่อจะเลือกเพศผู้ไว้ทำพันธุ์จึงต้องดูพันธุ์ประวัติของแม่ ย่า ยาย

3. เหมาะในการคัดเลือกลักษณะที่เป็นลักษณะข่มหรือต่อต้านลักษณะด้อย

4. เหมาะในการซื้อขายสัตว์พันธุ์แท้ที่อาศัยดูจากพันธุ์ประวัติ

 

3. การคัดเลือก โดยพิจารณาจากข้อมูลของ ลูก

เป็นการคัดเลือกพ่อหรือแม่พันธุ์สัตว์ โดยพิจารณาจากข้อมูลของลูกเฉลี่ยทั้งครอกจากพ่อเดียวกัน ซึ่งวิธีนี้เป็นการทดสอบพ่อพันธุ์ที่คัดเลือกไว้แล้วโดยดูลักษณะการถ่ายทอดต่าง ๆ ในรุ่นลูกที่เรียกว่าการทดสอบตระกูล ( Progeny test ) โดยใช้พ่อพันธุ์ที่คัดเลือกไว้แล้วผสมกับแม่พันธุ์จำนวนมากพอในจำนวนเท่า ๆ กัน แล้วบันทึกข้อม ูลลูกที่เกิดมาเพื่อนำมาเปรียบเทียบคัดเลือกตัดสินพ่อพันธุ์

 

ข้อควรระวังในการทดสอบตระกูล คือ

1. ต้องแบ่งแม่พันธุ์เป็นกลุ่มจำนวนเท่า ๆ กัน เพื่อเข้าผสมกับพ่อพันธุ์ที่ทำการทดสอบ

2. ต้องจัดการด้านการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมให้เหมือน ๆ กัน

3. ลูกที่เกิดมาทั้งเพศผู้เพศเมียควรเลี้ยงคละกัน ไม่เจาะจงเป็นพิเศษ

4. การเปรียบเทียบลักษณะที่ต้องการ ต้องกระทำภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน

5. การทดสอบลักษณะข่มหรือต่อต้านลักษณะด้อยจะมีประสิทธิภาพดี

 

ความสำคัญในการคัดเลือกพ่อ พันธุ์ โดยวิธีทดสอบตระกูลนั้นใช้ในกรณี

1. ลักษณะนั้นอาจแสดงออกในเพศใดเพศหนึ่ง เช่น การให้นมของโคนม ซึ่งไม่สามารถดูจากตัวพ่อ พันธุ์ได้

2. ลักษณะนั้นไม่อาจวัดได้ เมื่อสัตว์ยังมีชีวิตอยู่ เช่น คุณภาพซาก จึงต้องดูจากรุ่นลูก

 

4. การคัดเลือก โดยพิจารณาจากข้อมูลจากญาติพี่น้อง

การคัดเลือกโดยดูญาติพี่น้องนี้ให้ดูจากญาติที่ใกล้เคียงกัน มิใช่ญาติที่ห่างไกลออกไป ทั้งนี้ เพราะญาติที่ใกล้ชิดกันจะให้ข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการค ัดเลือกมากกว่าญาติที่ห่างไกลออก เช่น พี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกันจะให้ข้อมูลในการคัดเลือกมากกว่าพี่น้องร่วมพ่อเดียวกันแต่ต่างแม่ ในกรณีที่ค่าอัตราพันธุกรรมต่ำ การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลญาติพี่น้องจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่าการคัดเลือกโดยดูจากบันทึกของตนเอง แต่ถ้าค่าอัตราพันธุกรรมสูง การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลตัวเองจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่า

ดังนั้น การคัดเลือกโดยพิจารณาข้อมูลจากญาติพี่น้องจะมีประโยชน์ในกรณี

1. ลักษณะที่ทำการคัดเลือกมีอัตราพันธุกรรมต่ำ

2. สัตว์ชนิดนั้นควรมีลูกหลายตัว เช่น สุกร สุนัข

3. ลักษณะนั้นจะปรากฏในเพศใดเพศหนึ่งหรือลักษณะคุณภาพซาก ซึ่งจะวัดหรือประเมินได้เมื่อฆ่าแล้ว

ในการคัดเลือกพันธุ์สัตว์โดยพิจารณาจากข้อมูลที่ได้จากลักษณะต่าง ๆ ที่พึงประสงค์โดยมีกำหนดกฎเกณฑ์การคัดเลือกเป็น 3 แบบ โดยในแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ดังนี้

1. การคัดเลือกครั้งละลักษณะ ( Tandem selection )

การคัดเลือกแบบนี้เป็นการปรับปรุงเพียงลักษณะเดียว เมื่อได้ลักษณะที่ดีแล้วจึงไปปรับปรุงลักษณะอื่นต่อไป วิธีนี้ง่ายในทางปฏิบัติแต่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าวิธีอื่น ถ้าหากลักษณะที่จะต้องคัดเลือกปรับปรุงมีหลายลักษณะ และถ้าลักษณะเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันในทางบวกจะเป็นผลดี แต่ถ้าเป็นผลลบจะทำให้ความก้าวหน้าในการปรับปรุงพ ันธุ์ถดถอยลง ดังนั้นการปรับปรุงพันธุ์โดยคัดเลือกทีละลักษณะจึงไม่นิยมทำกัน เพราะสิ้นเปลืองเวลา ไม่มีประสิทธิภาพ และถ้าบางลักษณะที่มีความสัมพันธ์ในทางลบจะทำให้ได้สิ่งหนึ่งแต่เสียอีกสิ่งหนึ่ง

2. การคัดเลือกจากมาตรฐานของสองลักษณะขึ้นไปในเวลาเดียวกัน

( Independent culline levels )

เป็นการคัดเลือกครั้งละตั้งแต่ 2 ลักษณะขึ้นไปในเวลาเดียวกัน โดยกำหนดระดับมาตรฐานต่ำสุดของลักษณะที่ทำการคัดเลือกเอาไว้ แล้วทำการคัดเลือกสัตว์ที่ได้มาตรฐานไว้ โดยถ้าสัตว์ตัวใดมีลักษณะหนึ่งลักษณะใดต่ำกว่ามาตรฐานให้คัดทิ้ง แม้ว่าจะมียีนอีกลักษณะหนึ่งเด่นก็ตาม เช่น สุกรกำหนดให้จำนวนลูกต่อครองหย่านม 10 ตัว น้ำหนักเมื่อ 180 วัน 220 ปอนด์ มันแข็งหนา 1.5 นิ้ว หรือน้อยกว่า ถ้าสุกรตัว ก. มีลูกต่อครอก 12 ตัว น้ำหนักเมื่อ 180 วัน 222 ปอนด์ วัดมันแข็งได้หนา 1.4 นิ้ว ส่วนสุกร ข. ที่ลูกต่อครอก 10 ตัว น้ำหนักเมื่อ 180 วัน หนัก 230 ปอนด์ วัดมันแข็งได้หนา 1.5 นิ้ว ดังนั้น สุกร ก. ย่อมได้รับการคัดเลือกไว้ทำพันธุ์ ส่วนสุกร ข. นั้นคัดทิ้งเพราะความหนามันแข็งไม่ได้มาตรฐาน แม้ว่าจะมีอัตราการเจริญเติบโตดีกว่าก็ตาม วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีแรก โดยมีข้อดีข้อเสียคือ

ข้อดี

1. สามารถคัดเลือกได้คราวละหลาย ๆ ลักษณะ

2. ทุ่นเวลา และค่าใช้จ่ายกว่าวิธีแรก

ข้อเสีย

1. กรณีที่สัตว์มีลักษณะหนึ่งดีเยี่ยม แต่มีลักษณะหนึ่งด้อยไปเพียงเล็กน้อยก็ไม่ สามารถชดเชยกันได้ ต้องตัดทิ้ง

2. ไม่เหมาะสมกับกรณีที่มีลักษณะสหสัมพันธ์เป็นลบ เช่น เมื่อโคนมให้นมมากขึ้น แต่เปอร์เซ็นต์ไขมันลดลงทำให้แม่โคตัวนี้ถูกคัดทิ้ง

 

3. การคัดเลือกด้วยดัชนีการคัดเลือก ( Index selection )

หมายถึงการคัดเลือกโดยอาศัยการคิดค่าของคะแนนรวมของลักษณะ แล้วใช้เป็นค่าดัชนีในการคัดเลือกในหลาย ๆ ลักษณะ

เหตุที่มีการให้คะแนนลักษณะขึ้นมาเนื่องจากสัตว์บางตัวในฝูงมีลักษณะที่ 1 เด่น เช่น รูปร่างหน้าตาสวย แต่ลักษณะที่ 2 เลว คือ โตช้า แต่สัตว์ตัวที่ 2 รูปร่างหน้าตาพอประมาณ แต่เติบโตดี เราจะเลือกตัวไหนถ้าเราให้ความสำคัญทุกลักษณะเท่ากันหมด อาจมีข้อผิดพลาดได้ เพราะแต่ละลักษณะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่เท่ากัน ดังนั้นในการคัดเลือกโดยวิธีนี้เราจะให้ความสำคัญของแต่ ละลักษณะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับคุณค่าของลักษณะที่กำหนดให้มีน้ำหนักความ สำคัญเพียงใด ซึ่งการให้คะแนนแต่ละลักษณะนั้นจะต้องคำนึงถึง

ก. คุณค่าทางเศรษฐกิจของลักษณะที่กำลังคัดเลือก ซึ่งลักษณะที่เมื่อปรับปรุงดีขึ้นแล้วทำเงินให้มากก็ได้คะแนนมาก

ข. สัตว์ตัวใดให้ค่าอัตราการถ่ายทอดทางพันธุกรรมสูง ทำให้ปรับปรุงพันธุ์ได้เร็ว คะแนนก็มาก

ค. ลักษณะที่มีสหสัมพันธ์กันทางบวกจะได้คะแนนมาก เช่น สัตว์ที่มีอัตราการเจริญ เติบโตดีและมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้สูงแบบนี้ จะมีคะแนนเพิ่มให้ทั้ง 2 ลักษณะ แต่ถ้าไก่ไข่ให้ไข่ฟองใหญ่ขึ้นแต่ไข่น้อยลงแบบนี้ คะแนนจะลดลงตามส่วน

ดังนั้น สูตรในการคิดคะแนนรวมของดัชนีการคัดเลือก คือ

I = a 1 x 1 + a 2 x 2 + a 3 x 3 + ……

เมื่อ a 1 a 2 a 3 ........... คือค่าน้ำหนักของลักษณะที่ตั้งไว้

x 1 x 2 x 3 ........... คือลักษณะต่าง

ตัวอย่างการหาค่าดัชนีในไก่พันธุ์ไข่

I = 20 x 1 + 15 x 2 - a x 3 + 2 x 4

เมื่อ x 1 เป็นจำนวนไข่ทั้งปี

x 2 เป็นน้ำหนักไก่เมื่อครบปี

x 3 เป็นจำนวนวันที่ผลัดขน

x 4 เป็นน้ำหนักเฉลี่ยของไข่เป็นกรัม

ข้อดีของดัชนีการคัดเลือก คือ

1. สามารถคัดเลือกได้คราวละหลาย ๆ ลักษณะพร้อมกัน

2. ทำการปรับปรุงพันธุ์ได้เร็วกว่าวิธีที่ 1 และ 2

3. สามารถจัดลำดับสัตว์ตัวที่ดีที่สุดไปหาตัวที่เลวที่สุดได้ เพราะคัดออกมาเป็นคะแนนได้

ข้อเสีย คือ

1. ข้อมูลที่ใช้ในการหาดัชนีมีอยู่มาก ถ้าหากข้อมูลหนึ่งข้อมูลใดผิดพลาดจะทำให้การคัดเลือกโดยดูค่าดัชนีมีโอกาสผิดพลาดมาก

2. การคำนวณดัชนีจำเป็นต้องทราบค่าคงตัวหลายค่า และค่าคงตัวเหล่านี้ใช้ได้เฉพาะท้องถิ่นเท่านั้น จะนำไปใช้ต่างท้องถิ่น ต่างพันธุ์ สภาพต่างกันไม่ได้

สรุปแล้ว ถ้าจะตัดสินพ่อพันธุ์สุนัข เพื่อคัดเลือกเป็นพ่อพันธุ์ตัวที่ดีที่สุดนั้นควรใช้วิธีที่ 3 เพราะสามารถให้คะแนนได้ แต่จะต้องกำหนดค่าคงที่ของลักษณะต่าง ๆ ไว้ เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงจะนำมาเปรียบเทียบกันได้

ชาญชัย รอดอนันต์ 2532, การผสมพันธุ์สัตว์,

ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์บางพระ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล

       
ตุลาคม ๒๕๔๙

ชมรมสร้างสรรค์สุนัขพันธุ์ไทย 12/276 หมู่ 15 ต.บางแก้ว อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ 10540 Email: trdthaiclub@yahoo.com

Thai ridgeback dog, Ridgeback dog, Primitive, pet, puppy, Thairidgeback, TRD, Thai Dog, Mahthai, Lang ahn, สุนัขไทยหลังอาน, หมาไทยหลังอาน, หมาไทย, สุนัขไทย, หลังอาน, ลูกหมา, หลังอาน, สัตว์เลี้ยง