การคัดเลือกพันธุ์สัตว์เพื่อให้ได้พันธุ์สัตว์ที่ดีที่สุดนั้น จะต้องอาศัยหลักพันธุศาสตร์และการผสมพันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์สัตว์มาช่วย โดยอาศัยข้อมูลจากตัวสัตว์เองและเครือญาติมาประกอบ การพิจารณา
ในการคัดเลือกสัตว์นั้นจะต้องอาศัยข้อมูลจากตัวสัตว์เองและเครือญาติมาร่วมพิจารณา ซึ่งจำแนกได้ 4 แบบ คือ
1. การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลของตัวสัตว์เอง
2. การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลของบรรพบุรุษ
3. การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลของลูก
4. การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลจากญาติพี่น้อง
ในการพิจารณาข้อมูลนั้น ให้ถือเอาลักษณะที่พึงประสงค์เป็นเกณฑ์ คือ
- การคัดเลือกครั้งละลักษณะ
- การคัดเลือกจากมาตรฐานของ 2 ลักษณะขึ้นไปในเวลาเดียวกัน
- การคัดเลือกด้วยดัชนีการคัดเลือก
1. การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลของตัวสัตว์เอง
การคัดเลือกวิธีนี้มักประเมินด้วยสายตาจากลักษณะที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าขณะนั้น ความถูกต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญของผู้ตัดสิน ดังนั้นจึงต้องหาขบวนการชั่ง ตวง วัด มาใช้ประกอบการตัดสิน
การคัดเลือกโดยวิธีนี้ จะใช้ได้ผลดีในกรณีต่อไปนี้
1. ลักษณะที่ทำการคัดเลือกจะต้องมีอัตราพันธุกรรมสูง เช่น การถ่ายทอดลักษณะหูตั้งของสุนัขที่แสดงออกทางฟีโนไทพ์อย่างเด่นชัด จะทำให้มีความแม่นยำขึ้น
2. ลักษณะที่ทำการคัดเลือกจะต้องปรากฏในระยะแรกของชีวิต เช่น อัตราการเจริญเติบโต น้ำหนักแรกคลอด น้ำหนักอย่านม เป็นต้น
3. ลักษณะนั้นต้องประเมินได้ในขณะสัตว์มีชีวิตอยู่
4. ลักษณะนั้นต้องปรากฏใน 2 เพศ
2. การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลของบรรพบุรุษ
การคัดเลือกโดยวิธีนี้มักใช้ในกรณีที่สัตว์มีข้อมูลใกล้เคียงกันมาก ไม่อาจตัดสินได้ จึงต้องอาศัยดูพันธุ์ประวัติเปรียบเทียบ เพื่อช่วยในการตัดสินใจบรรพบุรุษของสัตว์ที่ใกล้ชิดกันย่อมมีความสำคัญต่อการคัดเลือกมากกว่าบรรพบุรุษที่ห่างไกลออกไป โดยทั่วไปให้ทับเพียง 2 ชั่วอายุจากพ่อแม่ เพื่ออาศัยข้อมูลมาประกอบการพิจารณาคัดเลือก การที่ใช้พันธุ์ประวัติประกอบการพิจารณาคัดเลือกนั้นเนื่องจาก
1. ลักษณะนั้นปรากฏผลในบั้นปลายของชีวิตรอดูไม่ได้
2. ลักษณะนั้นปรากฏในเพศใดเพศหนึ่ง เช่น การให้ลูกดก เมื่อจะเลือกเพศผู้ไว้ทำพันธุ์จึงต้องดูพันธุ์ประวัติของแม่ ย่า ยาย
3. เหมาะในการคัดเลือกลักษณะที่เป็นลักษณะข่มหรือต่อต้านลักษณะด้อย
4. เหมาะในการซื้อขายสัตว์พันธุ์แท้ที่อาศัยดูจากพันธุ์ประวัติ
3. การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลของลูก
เป็นการคัดเลือกพ่อหรือแม่พันธุ์สัตว์ โดยพิจารณาจากข้อมูลของลูกเฉลี่ยทั้งครอกจากพ่อเดียวกัน ซึ่งวิธีนี้เป็นการทดสอบพ่อพันธุ์ที่คัดเลือกไว้แล้วโดยดูลักษณะการถ่ายทอดต่าง ๆ ในรุ่นลูกที่เรียกว่าการทดสอบตระกูล (Progeny test) โดยใช้พ่อพันธุ์ที่คัดเลือกไว้แล้วผสมกับแม่พันธุ์จำนวนมากพอในจำนวนเท่า ๆ กัน แล้วบันทึกข้อมูลลูกที่เกิดมาเพื่อนำมาเปรียบเทียบคัดเลือกตัดสินพ่อพันธุ์
ข้อควรระวังในการทดสอบตระกูล คือ
1. ต้องแบ่งแม่พันธุ์เป็นกลุ่มจำนวนเท่า ๆ กัน เพื่อเข้าผสมกับพ่อพันธุ์ที่ทำการทดสอบ
2. ต้องจัดการด้านการเลี้ยงดูและสภาพแวดล้อมให้เหมือน ๆ กัน
3. ลูกที่เกิดมาทั้งเพศผู้เพศเมียควรเลี้ยงคละกัน ไม่เจาะจงเป็นพิเศษ
4. การเปรียบเทียบลักษณะที่ต้องการ ต้องกระทำภายใต้สภาพแวดล้อมเดียวกัน
5. การทดสอบลักษณะข่มหรือต่อต้านลักษณะด้อยจะมีประสิทธิภาพดี
ความสำคัญในการคัดเลือกพ่อพันธุ์ โดยวิธีทดสอบตระกูลนั้นใช้ในกรณี
1. ลักษณะนั้นแสดงออกในเพศใดเพศหนึ่ง เช่น การให้นมของโคนม ซึ่งไม่สามารถดูจากตัวพ่อพันธุ์ได้
2. ลักษณะนั้นไม่อาจวัดได้ เมื่อสัตว์ยังมีชีวิตอยู่ เช่น คุณภาพซาก จึงต้องดูจากรุ่นลูก
4. การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลจากญาติพี่น้อง
การคัดเลือกโดยดูญาติพี่น้องนี้ให้ดูจากญาติที่ใกล้เคียงกัน มิใช่ญาติที่ห่างไกลออกไป ทั้งนี้ เพราะญาติที่ใกล้ชิดกันจะให้ข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการคัดเลือกมากกว่าญาติที่ห่างไกลออก เช่น พี่น้องร่วมพ่อแม่เดียวกันจะให้ข้อมูลในการคัดเลือกมากกว่าพี่น้องร่วมพ่อเดียวกันแต่ต่างแม่ ในกรณีที่ค่าอัตราพันธุกรรมต่ำ การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลญาติพี่น้องจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่าการคัดเลือกโดยดูจากบันทึกของตนเอง แต่ถ้าค่าอัตราพันธุกรรมสูง การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลตัวเองจะมีประสิทธิภาพเหนือกว่า
ดังนั้น การคัดเลือกโดยพิจารณาข้อมูลจากญาติพี่น้องจะมีประโยชน์ในกรณี
1. ลักษณะที่ทำการคัดเลือกมีอัตราพันธุกรรมต่ำ
2. สัตว์ชนิดนั้นควรมีลูกหลายตัว เช่น สุกร สุนัข
3. ลักษณะนั้นจะปรากฏในเพศใดเพศหนึ่งหรือลักษณะคุณภาพซาก ซึ่งจะวัดหรือประเมินได้เมื่อฆ่าแล้ว
ในการคัดเลือกพันธุ์สัตว์โดยพิจารณาจากข้อมูลที่ได้จากลักษณะต่าง ๆ ที่พึงประสงค์โดยมีกำหนดกฎเกณฑ์การคัดเลือกเป็น 3 แบบ โดยในแต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ดังนี้
1. การคัดเลือกครั้งละลักษณะ (Tandem selection)
การคัดเลือกแบบนี้เป็นการปรับปรุงเพียงลักษณะเดียว เมื่อได้ลักษณะที่ดีแล้วจึงไปปรับปรุงลักษณะอื่นต่อไป วิธีนี้ง่ายในทางปฏิบัติแต่เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าวิธีอื่น ถ้าหากลักษณะที่จะต้องคัดเลือกปรับปรุงมีหลายลักษณะ และถ้าลักษณะเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันในทางบวกจะเป็นผลดี แต่ถ้าเป็นผลลบจะทำให้ความก้าวหน้าในการปรับปรุงพันธุ์ถดถอยลง ดังนั้นการปรับปรุงพันธุ์โดยคัดเลือกทีละลักษณะจึงไม่นิยมทำกัน เพราะสิ้นเปลืองเวลา ไม่มีประสิทธิภาพ และถ้าบางลักษณะที่มีความสัมพันธ์ในทางลบจะทำให้ได้สิ่งหนึ่งแต่เสียอีกสิ่งหนึ่ง
2. การคัดเลือกจากมาตรฐานของสองลักษณะขึ้นไปในเวลาเดียวกัน (Independent culline levels)
เป็นการคัดเลือกครั้งละตั้งแต่ 2 ลักษณะขึ้นไปในเวลาเดียวกัน โดยกำหนดระดับมาตรฐานต่ำสุดของลักษณะที่ทำการคัดเลือกเอาไว้ แล้วทำการคัดเลือกสัตว์ที่ได้มาตรฐานไว้ โดยถ้าสัตว์ตัวใดมีลักษณะหนึ่งลักษณะใดต่ำกว่ามาตรฐานให้คัดทิ้ง แม้ว่าจะมียีนอีกลักษณะหนึ่งเด่นก็ตาม เช่น สุกรกำหนดให้จำนวนลูกต่อครองหย่านม 10 ตัว น้ำหนักเมื่อ 180 วัน 220 ปอนด์ มันแข็งหนา 1.5 นิ้ว หรือน้อยกว่า ถ้าสุกรตัว ก. มีลูกต่อครอก 12 ตัว น้ำหนักเมื่อ 180 วัน 222 ปอนด์ วัดมันแข็งได้หนา 1.4 นิ้ว ส่วนสุกร ข. ที่ลูกต่อครอก 10 ตัว น้ำหนักเมื่อ 180 วัน หนัก 230 ปอนด์ วัดมันแข็งได้หนา 1.5 นิ้ว ดังนั้น สุกร ก. ย่อมได้รับการคัดเลือกไว้ทำพันธุ์ ส่วนสุกร ข. นั้นคัดทิ้งเพราะความหนามันแข็งไม่ได้มาตรฐาน แม้ว่าจะมีอัตราการเจริญเติบโตดีกว่าก็ตาม วิธีนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าวิธีแรก โดยมีข้อดีข้อเสียคือ
ข้อดี
1. สามารถคัดเลือกได้คราวละหลาย ๆ ลักษณะ
2. ทุ่นเวลา และค่าใช้จ่ายกว่าวิธีแรก
ข้อเสีย
1. กรณีที่สัตว์มีลักษณะหนึ่งดีเยี่ยม แต่มีลักษณะหนึ่งด้อยไปเพียงเล็กน้อยก็ไม่สามารถชดเชยกันได้ ต้องตัดทิ้ง
2. ไม่เหมาะสมกับกรณีที่มีลักษณะสหสัมพันธ์เป็นลบ เช่น เมื่อโคนมให้นมมากขึ้น แต่เปอร์เซ็นต์ไขมันลดลงทำให้แม่โคตัวนี้ถูกคัดทิ้ง
3. การคัดเลือกด้วยดัชนีการคัดเลือก (Index selection)
หมายถึงการคัดเลือกโดยอาศัยการคิดค่าของคะแนนรวมของลักษณะ แล้วใช้เป็นค่าดัชนีในการคัดเลือกในหลาย ๆ ลักษณะ
เหตุที่มีการให้คะแนนลักษณะขึ้นมาเนื่องจากสัตว์บางตัวในฝูงมีลักษณะที่ 1 เด่น เช่น รูปร่างหน้าตาสวย แต่ลักษณะที่ 2 เลว คือ โตช้า แต่สัตว์ตัวที่ 2 รูปร่างหน้าตาพอประมาณ แต่เติบโตดี เราจะเลือกตัวไหนถ้าเราให้ความสำคัญทุกลักษณะเท่ากันหมด อาจมีข้อผิดพลาดได้ เพราะแต่ละลักษณะมีความสำคัญทางเศรษฐกิจไม่เท่ากัน ดังนั้นในการคัดเลือกโดยวิธีนี้เราจะให้ความสำคัญของแต่ละลักษณะไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับคุณค่าของลักษณะที่กำหนดให้มีน้ำหนักความ สำคัญเพียงใด ซึ่งการให้คะแนนแต่ละลักษณะนั้นจะต้องคำนึงถึง
ก. คุณค่าทางเศรษฐกิจของลักษณะที่กำลังคัดเลือก ซึ่งลักษณะที่เมื่อปรับปรุงดีขึ้นแล้วทำเงินให้มากก็ได้คะแนนมาก
ข. สัตว์ตัวใดให้ค่าอัตราการถ่ายทอดทางพันธุกรรมสูง ทำให้ปรับปรุงพันธุ์ได้เร็ว คะแนนก็มาก
ค. ลักษณะที่มีสหสัมพันธ์กันทางบวกจะได้คะแนนมาก เช่น สัตว์ที่มีอัตราการเจริญ เติบโตดีและมีประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อได้สูงแบบนี้ จะมีคะแนนเพิ่มให้ทั้ง 2 ลักษณะ แต่ถ้าไก่ไข่ให้ไข่ฟองใหญ่ขึ้นแต่ไข่น้อยลงแบบนี้ คะแนนจะลดลงตามส่วน
ดังนั้น สูตรในการคิดคะแนนรวมของดัชนีการคัดเลือก คือ
I = a1x1 + a2 x2 + a3 x3 +
เมื่อ a1 a2 a3 ........... คือค่าน้ำหนักของลักษณะที่ตั้งไว้
x1 x2 x3 ........... คือลักษณะต่าง
ตัวอย่างการหาค่าดัชนีในไก่พันธุ์ไข่
I = 20 x1 + 15 x2 - a x3 + 2 x4
เมื่อ x1 เป็นจำนวนไข่ทั้งปี
x2 เป็นน้ำหนักไก่เมื่อครบปี
x3 เป็นจำนวนวันที่ผลัดขน
x4 เป็นน้ำหนักเฉลี่ยของไข่เป็นกรัม
ข้อดีของดัชนีการคัดเลือก คือ
1. สามารถคัดเลือกได้คราวละหลาย ๆ ลักษณะพร้อมกัน
2. ทำการปรับปรุงพันธุ์ได้เร็วกว่าวิธีที่ 1 และ 2
3. สามารถจัดลำดับสัตว์ตัวที่ดีที่สุดไปหาตัวที่เลวที่สุดได้ เพราะคัดออกมาเป็นคะแนนได้
ข้อเสีย คือ
1. ข้อมูลที่ใช้ในการหาดัชนีมีอยู่มาก ถ้าหากข้อมูลหนึ่งข้อมูลใดผิดพลาดจะทำให้การคัดเลือกโดยดูค่าดัชนีมีโอกาสผิดพลาดมาก
2. การคำนวณดัชนีจำเป็นต้องทราบค่าคงตัวหลายค่า และค่าคงตัวเหล่านี้ใช้ได้เฉพาะท้องถิ่นเท่านั้น จะนำไปใช้ต่างท้องถิ่น ต่างพันธุ์ สภาพต่างกันไม่ได้
สรุปแล้ว ถ้าจะตัดสินพ่อพันธุ์สุนัข เพื่อคัดเลือกเป็นพ่อพันธุ์ตัวที่ดีที่สุดนั้นควรใช้วิธีที่ 3 เพราะสามารถให้คะแนนได้ แต่จะต้องกำหนดค่าคงที่ของลักษณะต่าง ๆ ไว้ เพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงจะนำมาเปรียบเทียบกันได้
เอกสารอ้างอิง :
ชาญชัย รอดอนันต์ พ.ศ. 2532, การผสมพันธุ์สัตว์,
ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์บางพระ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล
|